Showing posts with label public. Show all posts
Showing posts with label public. Show all posts

Friday, August 6, 2010

วัฒนาทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นายจรูญ มีธนาถาวร ผู้อำนวยการเขตวัฒนา กล่าวว่า เขตในฐานะหน่วยงานในสังกัด ได้ริเริ่มโครงการ "จัดทำฐานข้อมูล และให้บริการข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างด้วยระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ Virtual Private Network (VPN)" ขึ้น โดยใช้ร่วมกับโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G เชื่อมต่อเข้าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักงานเขต

เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ 130 วิน คิดเป็นจำนวนผู้ขับขี่รับจ้างประมาณ 1,100 คน ให้เป็นระบบ ถูกต้องและครบถ้วน สามารถให้บริการออกใบรับรอง กรณีขอเปลี่ยนรถจักรยานยนต์แก่ผู้ขับขี่รับจ้าง รวมทั้งให้บริการข้อมูลของผู้ขับขี่ในพื้นที่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีตำรวจนครบาลและกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รับจ้างสามารถเลือกเข้ารับบริการได้ทั้งในสำนักงานเขตและสถานที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจจะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมภายในพื้นที่เขตโดยจะออกให้บริการจัดทำฐานข้อมูล ผู้ขับขี่รับจ้างนอกสถานที่ทุกเดือนๆ ละ 1-2 ครั้ง ตั้งแต่บัดนี้ถึงกันยายน 2553 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเทศกิจ โทร.02-3812136 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วัฒนาทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นายจรูญ มีธนาถาวร ผู้อำนวยการเขตวัฒนา กล่าวว่า เขตในฐานะหน่วยงานในสังกัด ได้ริเริ่มโครงการ "จัดทำฐานข้อมูล และให้บริการข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างด้วยระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ Virtual Private Network (VPN)" ขึ้น โดยใช้ร่วมกับโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G เชื่อมต่อเข้าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักงานเขต

เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ 130 วิน คิดเป็นจำนวนผู้ขับขี่รับจ้างประมาณ 1,100 คน ให้เป็นระบบ ถูกต้องและครบถ้วน สามารถให้บริการออกใบรับรอง กรณีขอเปลี่ยนรถจักรยานยนต์แก่ผู้ขับขี่รับจ้าง รวมทั้งให้บริการข้อมูลของผู้ขับขี่ในพื้นที่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีตำรวจนครบาลและกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รับจ้างสามารถเลือกเข้ารับบริการได้ทั้งในสำนักงานเขตและสถานที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจจะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมภายในพื้นที่เขตโดยจะออกให้บริการจัดทำฐานข้อมูล ผู้ขับขี่รับจ้างนอกสถานที่ทุกเดือนๆ ละ 1-2 ครั้ง ตั้งแต่บัดนี้ถึงกันยายน 2553 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเทศกิจ โทร.02-3812136 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Tuesday, December 15, 2009

มหานครมอเตอร์ไซค์

ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้มาตามสัญญาครับ...คือจะมาเล่าถึงเรื่องราวของนครโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน ต่อจากคอลัมน์ในวันธรรมดาที่ผมเขียนค้างไว้

โดยเฉพาะเรื่องราวของ "จักรยานยนต์" หรือ "มอเตอร์ไซค์" ที่ผมบอกว่า...ไซ่ง่อน...น่าจะเป็น มหานครแห่งจักรยานยนต์ เพราะมีจักรยานยนต์วิ่งไปวิ่งมาขวักไขว่ตามท้องถนนมากมายเหลือเกิน

ในเอกสารคู่มือเดินทาง ที่หัวหน้าทัวร์ของพวกเรา อาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ แจกให้เราก่อนขึ้นเครื่อง ระบุเอาไว้ว่า "นครโฮจิมินห์เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีวิถีชีวิตของผู้คนที่ขวักไขว่ มีจักรยานยนต์วิ่งอยู่ตามท้องถนนมากที่สุดในโลก"

ก่อนเขียนคอลัมน์วันนี้ผมพยายามค้นหาอยู่หลายชั่วโมงว่าที่นี่มีมอเตอร์ไซค์มากที่สุดในโลกจริงหรือไม่? ยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือคำตอบที่แจ้งชัดครับ

แต่ก็เชื่อได้ว่าน่าจะจริงเพราะจากตัวเลขเท่าที่ค้นเจอไซ่ง่อนเป็นนครที่มีจักรยานยนต์มากมาย ตั้งแต่ 4 ล้านคันขึ้นไปถึง 9 ล้านคัน

เหตุที่ผมใช้ตัวเลข 4-9 ล้านคันข้างต้นก็เพราะในข้อเขียนที่ฝรั่งเขียนถึงนั้นไม่ตรงกันสักราย...รายหนึ่งบอกว่า 4 ล้านคัน อีกรายว่า 5 ล้านคันเศษๆ และรายล่าสุดบอกว่า น่าจะถึง 9 ล้านคันโน่นเลย

สำหรับรายหลังออกจะเว่อร์ไปหน่อย เพราะประชาชนของโฮจิมินห์ ซิตี้ ที่สำรวจล่าสุดมีประมาณ 7 ล้านกว่าคน...ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ 9 ล้านคันจริง ก็แสดงว่า คนเมืองนี้มีมอเตอร์ไซค์คนละคัน และบางคนอาจจะมีมากกว่า 1 คันเอาด้วย

ผมจึงเชื่อตัวเลข 4 ล้านคัน หรือ 5 ล้านคันมากกว่า เพราะแค่นี้ก็ถือว่ามากพอดูแล้ว

เวลานั่งรถออกไปตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำจะมองเห็นขบวนจักรยานยนต์ของชาวไซ่ง่อนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

อาจจะเป็นเพราะไซ่ง่อนมีพื้นที่การจราจรเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับลอนดอน หรือปารีสที่มี 15 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็ยังมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์..จึงทำให้การจราจรไซ่ง่อนแน่นขนัดกว่าประเทศอื่นๆ

พอไปถึงไฟแดง...เราจะได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นที่บ้านเมืองอื่น แม้แต่ใน กทม.ของเรา คือภาพขบวนมอเตอร์ไซค์ติดอยู่ข้างหน้า และบางทีก็ข้างหลังเราด้วยยาวเหยียดแทบสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

ทั้งขี่เดี่ยวๆ ทั้งขี่แบบมีซ้อนท้าย ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย และบางคันก็มีเด็กๆนั่งแทรกอยู่ตรงกลางมาด้วย

ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งก็คือ ทุกๆคันไม่ว่าคนขี่ หรือคนซ้อนจะสวมหมวกกันน็อกทั้งหมด

มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ บอกพวกเราว่า เวียดนามประกาศใช้กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อก เมื่อปี 2007

เขาบอกเอาไว้ก่อน 6 เดือน ให้เตรียมตัว และพอครบกำหนด 6 เดือนปุ๊บก็จับ และปรับแหลกทันทีถ้าใครไม่สวม

การเป็นประเทศสังคมนิยมก็ดีไปอย่าง ตรงที่เขาคุมกันได้อย่างเข้มข้น ไม่มีใครกล้าขัดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจราจร

เราจึงเห็นคนเวียดนามสวมหมวกกันน็อกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการขับขี่แม้จะดูฉวัดเฉวียน แต่ก็ไม่ถึงขนาดซิ่งแบบบ้านเรา--รวมทั้งเด็กหนุ่มสาวๆของเขาก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเด็กแว้นแบบบ้านเรา

เสียงมอเตอร์ไซค์ก็เบากว่า และควันก็น้อยกว่า เพราะเขาห้ามทะลวง หรือดัดแปลงท่อไอเสียอย่างเด็ดขาด

ผมออกมานั่งหน้าโรงแรมที่มีมอเตอร์ไซค์ขวักไขว่ อยู่คืนหนึ่ง ยังแปลกใจที่ไม่มีกลิ่นเหม็นน้ำมันอะไรเลย

ประเด็นที่น่าห่วงสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเราๆก็คือ จะข้ามถนนอย่างไรดีล่ะ? เพราะตามถนนต่างๆ หรือตามแยกต่างๆ ทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ มักจะไหลมาไม่หยุด

ไกด์บอกเราว่าอย่ากลัว เมื่อตัดสินใจข้ามถนนแล้ว ขอให้กัดฟันเดินไปเรื่อยๆ รถมอเตอร์ไซค์ (หรือแม้แต่รถเก๋ง) เขาจะเลี่ยงคุณเอง หรือไม่ก็หยุดให้คุณข้ามไปก่อน

แต่ถ้าคุณหยุดเดิน หรือเดินไปแล้วหยุดกลางถนน เขาจะถือว่าคุณหยุดให้ เขาก็จะขับขี่ของเขาไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้คุณหมดสิทธิข้าม

ข้อเขียนของฝรั่งรายหนึ่งแนะนำคล้ายๆกันว่า "คุณต้องเดินข้ามถนนไปเลยอย่าหยุด ถึงเวลาจวนตัวให้มองหน้าคนขี่จักรยานเอาไว้" (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มองหน้าแล้วเขาจะชะลอให้หรือเปล่า--หรือจะมองเพื่อให้จำหน้าได้แม่นยำก่อนโดนชน)

ผมลองปฏิบัติตามคำแนะนำเกือบทุกข้อ

โดยเฉพาะข้อเดินไปเรื่อยๆอย่าหยุดนั้นได้ผลอย่างที่เขาบอกจริงๆแฮะ

แต่อย่าเชื่อผมมากนะครับ...ยังไงๆ ก็ขอให้ระวังๆ เอาไว้เป็นดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่จะไปข้ามถนน ที่ โฮจิมินห์ ซิตี้ในขณะนี้

ระหว่างอยู่ที่โน่นผมไม่เห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์สวมเสื้อกั๊ก มีเบอร์ ส.ส. หรือเบอร์อะไรสักอย่างแบบบ้านเรา ก็เลยนึกว่าไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

กลับมาบ้านเปิดอ่านข้อเขียนของฝรั่งเขาบอกว่ามีแล้วก็มีเยอะเสียด้วย เขาเรียกตรงไปตรงมาว่า "มอเตอร์ไบค์ แท็กซี่"

สนนราคาก็ไม่แพงนัก นั่งซ้อนวิ่งไปวิ่งมาในตัวเมืองสั้นๆ ประมาณ 10,000 ด่อง หรือ 20 บาท เท่านั้น และจากในเมืองไปสนามบินเขาก็คิด 30,000 ด่อง หรือ 60 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกว่าค่าแท็กซี่ทั่วๆไปราวๆครึ่งหนึ่ง

เขายังคุยด้วยว่า บรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างในตัวเมืองโดยเฉพาะในเขต 1 ซึ่งถือเป็นเขตเจริญสูงสุดและมีโรงแรมดีๆ ตั้งอยู่เยอะแยะนั้น...บางคนพูดภาษาอังกฤษ ได้พอสมควรทีเดียวเชียว

สำหรับท่านที่จะลองขี่มอเตอร์ไซค์เองเขาก็มีให้เช่าในหลายๆจุด...ใครอยากจะเช่าแล้วขับขี่ไปเสี่ยงดวงเองก็เชิญได้เลย สนนราคาที่เขาบอกไว้ตกประมาณ 100,000 ด่อง หรือ 200 บาท ต่อชั่วโมง

แต่ในข้อเขียนของฝรั่งรายนี้ก็ย้ำไว้ด้วยว่า ถ้าเราไม่แน่จริงอย่าดีกว่า นั่งซ้อนคนอื่นเหอะถูกกว่าและปลอดภัยกว่าเยอะ

ดีที่สุดปลอดภัยที่สุดก็ควรไปแท็กซี่ หรือแม้แต่ รถเมล์ถ้าเรารู้เส้นทาง

ครับ! ก็เป็นเรื่องราวของมหานครมอเตอร์ไซค์ "โฮจิมินห์ ซิตี้" ที่ผมยังไม่เคยเขียนถึง จึงต้องขออนุญาตกลับมาเขียนเสียให้ครบถ้วน

เขียนๆไปก็อดอิจฉาเขาไม่ได้ เพราะทั้งๆที่เขามีมอเตอร์ไซค์เยอะกว่ายั้วเยี้ยกว่า แต่เขาสามารถคุมกันได้อยู่หมัด ไม่มีข่าวเด็กซิ่ง เด็กแว้น อะไรเลย

ประเภทนัดไปแข่งเป็นแก๊งเป็นก๊วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนั้น ผมถามไกด์เขาแล้วเขาบอกว่า ไม่มีแน่นอน และก็คงไม่มีใครกล้า

บ้านเมืองใดที่กฎหมายเป็นกฎหมาย แม้จะยั้วเยี้ยวุ่นวายแค่ไหน เขาก็คุมกันอยู่...ส่วนบ้านเมืองที่กฎหมายเป็นกฎหมัน ก็อย่างที่เห็นๆนี่แหละครับ

เมื่อวานนี้เองมั้ง สถานีวิทยุ สวพ.91 เขาแถลงว่า ถนนที่ชาวบ้านโทรศัพท์มาร้องเรียนมากที่สุดว่ามีวัยรุ่นใช้เป็นสนามแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์นั้น ได้แก่ ถนนเกษตร–นวมินทร์ ซึ่งมีการแข่งถึง 913 ครั้ง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 52-30 พ.ย. 52

สงสัยจะต้องยืมตัวผู้บัญชาการตำรวจนคร โฮจิมินห์มาช่วยราชการไทยในตำแหน่งผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลแบงค็อกไทยแลนด์ สัก 3 เดือนละมั้งเนี่ย เผื่อจะปราบเด็กแว้นได้ราบคาบอย่างเขาบ้าง.

เพิ่มเติม http://www.thairath.co.th/

มหานครมอเตอร์ไซค์

ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้มาตามสัญญาครับ...คือจะมาเล่าถึงเรื่องราวของนครโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน ต่อจากคอลัมน์ในวันธรรมดาที่ผมเขียนค้างไว้

โดยเฉพาะเรื่องราวของ "จักรยานยนต์" หรือ "มอเตอร์ไซค์" ที่ผมบอกว่า...ไซ่ง่อน...น่าจะเป็น มหานครแห่งจักรยานยนต์ เพราะมีจักรยานยนต์วิ่งไปวิ่งมาขวักไขว่ตามท้องถนนมากมายเหลือเกิน

ในเอกสารคู่มือเดินทาง ที่หัวหน้าทัวร์ของพวกเรา อาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ แจกให้เราก่อนขึ้นเครื่อง ระบุเอาไว้ว่า "นครโฮจิมินห์เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีวิถีชีวิตของผู้คนที่ขวักไขว่ มีจักรยานยนต์วิ่งอยู่ตามท้องถนนมากที่สุดในโลก"

ก่อนเขียนคอลัมน์วันนี้ผมพยายามค้นหาอยู่หลายชั่วโมงว่าที่นี่มีมอเตอร์ไซค์มากที่สุดในโลกจริงหรือไม่? ยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือคำตอบที่แจ้งชัดครับ

แต่ก็เชื่อได้ว่าน่าจะจริงเพราะจากตัวเลขเท่าที่ค้นเจอไซ่ง่อนเป็นนครที่มีจักรยานยนต์มากมาย ตั้งแต่ 4 ล้านคันขึ้นไปถึง 9 ล้านคัน

เหตุที่ผมใช้ตัวเลข 4-9 ล้านคันข้างต้นก็เพราะในข้อเขียนที่ฝรั่งเขียนถึงนั้นไม่ตรงกันสักราย...รายหนึ่งบอกว่า 4 ล้านคัน อีกรายว่า 5 ล้านคันเศษๆ และรายล่าสุดบอกว่า น่าจะถึง 9 ล้านคันโน่นเลย

สำหรับรายหลังออกจะเว่อร์ไปหน่อย เพราะประชาชนของโฮจิมินห์ ซิตี้ ที่สำรวจล่าสุดมีประมาณ 7 ล้านกว่าคน...ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ 9 ล้านคันจริง ก็แสดงว่า คนเมืองนี้มีมอเตอร์ไซค์คนละคัน และบางคนอาจจะมีมากกว่า 1 คันเอาด้วย

ผมจึงเชื่อตัวเลข 4 ล้านคัน หรือ 5 ล้านคันมากกว่า เพราะแค่นี้ก็ถือว่ามากพอดูแล้ว

เวลานั่งรถออกไปตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำจะมองเห็นขบวนจักรยานยนต์ของชาวไซ่ง่อนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

อาจจะเป็นเพราะไซ่ง่อนมีพื้นที่การจราจรเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับลอนดอน หรือปารีสที่มี 15 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็ยังมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์..จึงทำให้การจราจรไซ่ง่อนแน่นขนัดกว่าประเทศอื่นๆ

พอไปถึงไฟแดง...เราจะได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นที่บ้านเมืองอื่น แม้แต่ใน กทม.ของเรา คือภาพขบวนมอเตอร์ไซค์ติดอยู่ข้างหน้า และบางทีก็ข้างหลังเราด้วยยาวเหยียดแทบสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

ทั้งขี่เดี่ยวๆ ทั้งขี่แบบมีซ้อนท้าย ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย และบางคันก็มีเด็กๆนั่งแทรกอยู่ตรงกลางมาด้วย

ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งก็คือ ทุกๆคันไม่ว่าคนขี่ หรือคนซ้อนจะสวมหมวกกันน็อกทั้งหมด

มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ บอกพวกเราว่า เวียดนามประกาศใช้กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อก เมื่อปี 2007

เขาบอกเอาไว้ก่อน 6 เดือน ให้เตรียมตัว และพอครบกำหนด 6 เดือนปุ๊บก็จับ และปรับแหลกทันทีถ้าใครไม่สวม

การเป็นประเทศสังคมนิยมก็ดีไปอย่าง ตรงที่เขาคุมกันได้อย่างเข้มข้น ไม่มีใครกล้าขัดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจราจร

เราจึงเห็นคนเวียดนามสวมหมวกกันน็อกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการขับขี่แม้จะดูฉวัดเฉวียน แต่ก็ไม่ถึงขนาดซิ่งแบบบ้านเรา--รวมทั้งเด็กหนุ่มสาวๆของเขาก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเด็กแว้นแบบบ้านเรา

เสียงมอเตอร์ไซค์ก็เบากว่า และควันก็น้อยกว่า เพราะเขาห้ามทะลวง หรือดัดแปลงท่อไอเสียอย่างเด็ดขาด

ผมออกมานั่งหน้าโรงแรมที่มีมอเตอร์ไซค์ขวักไขว่ อยู่คืนหนึ่ง ยังแปลกใจที่ไม่มีกลิ่นเหม็นน้ำมันอะไรเลย

ประเด็นที่น่าห่วงสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเราๆก็คือ จะข้ามถนนอย่างไรดีล่ะ? เพราะตามถนนต่างๆ หรือตามแยกต่างๆ ทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ มักจะไหลมาไม่หยุด

ไกด์บอกเราว่าอย่ากลัว เมื่อตัดสินใจข้ามถนนแล้ว ขอให้กัดฟันเดินไปเรื่อยๆ รถมอเตอร์ไซค์ (หรือแม้แต่รถเก๋ง) เขาจะเลี่ยงคุณเอง หรือไม่ก็หยุดให้คุณข้ามไปก่อน

แต่ถ้าคุณหยุดเดิน หรือเดินไปแล้วหยุดกลางถนน เขาจะถือว่าคุณหยุดให้ เขาก็จะขับขี่ของเขาไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้คุณหมดสิทธิข้าม

ข้อเขียนของฝรั่งรายหนึ่งแนะนำคล้ายๆกันว่า "คุณต้องเดินข้ามถนนไปเลยอย่าหยุด ถึงเวลาจวนตัวให้มองหน้าคนขี่จักรยานเอาไว้" (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มองหน้าแล้วเขาจะชะลอให้หรือเปล่า--หรือจะมองเพื่อให้จำหน้าได้แม่นยำก่อนโดนชน)

ผมลองปฏิบัติตามคำแนะนำเกือบทุกข้อ

โดยเฉพาะข้อเดินไปเรื่อยๆอย่าหยุดนั้นได้ผลอย่างที่เขาบอกจริงๆแฮะ

แต่อย่าเชื่อผมมากนะครับ...ยังไงๆ ก็ขอให้ระวังๆ เอาไว้เป็นดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่จะไปข้ามถนน ที่ โฮจิมินห์ ซิตี้ในขณะนี้

ระหว่างอยู่ที่โน่นผมไม่เห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์สวมเสื้อกั๊ก มีเบอร์ ส.ส. หรือเบอร์อะไรสักอย่างแบบบ้านเรา ก็เลยนึกว่าไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

กลับมาบ้านเปิดอ่านข้อเขียนของฝรั่งเขาบอกว่ามีแล้วก็มีเยอะเสียด้วย เขาเรียกตรงไปตรงมาว่า "มอเตอร์ไบค์ แท็กซี่"

สนนราคาก็ไม่แพงนัก นั่งซ้อนวิ่งไปวิ่งมาในตัวเมืองสั้นๆ ประมาณ 10,000 ด่อง หรือ 20 บาท เท่านั้น และจากในเมืองไปสนามบินเขาก็คิด 30,000 ด่อง หรือ 60 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกว่าค่าแท็กซี่ทั่วๆไปราวๆครึ่งหนึ่ง

เขายังคุยด้วยว่า บรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างในตัวเมืองโดยเฉพาะในเขต 1 ซึ่งถือเป็นเขตเจริญสูงสุดและมีโรงแรมดีๆ ตั้งอยู่เยอะแยะนั้น...บางคนพูดภาษาอังกฤษ ได้พอสมควรทีเดียวเชียว

สำหรับท่านที่จะลองขี่มอเตอร์ไซค์เองเขาก็มีให้เช่าในหลายๆจุด...ใครอยากจะเช่าแล้วขับขี่ไปเสี่ยงดวงเองก็เชิญได้เลย สนนราคาที่เขาบอกไว้ตกประมาณ 100,000 ด่อง หรือ 200 บาท ต่อชั่วโมง

แต่ในข้อเขียนของฝรั่งรายนี้ก็ย้ำไว้ด้วยว่า ถ้าเราไม่แน่จริงอย่าดีกว่า นั่งซ้อนคนอื่นเหอะถูกกว่าและปลอดภัยกว่าเยอะ

ดีที่สุดปลอดภัยที่สุดก็ควรไปแท็กซี่ หรือแม้แต่ รถเมล์ถ้าเรารู้เส้นทาง

ครับ! ก็เป็นเรื่องราวของมหานครมอเตอร์ไซค์ "โฮจิมินห์ ซิตี้" ที่ผมยังไม่เคยเขียนถึง จึงต้องขออนุญาตกลับมาเขียนเสียให้ครบถ้วน

เขียนๆไปก็อดอิจฉาเขาไม่ได้ เพราะทั้งๆที่เขามีมอเตอร์ไซค์เยอะกว่ายั้วเยี้ยกว่า แต่เขาสามารถคุมกันได้อยู่หมัด ไม่มีข่าวเด็กซิ่ง เด็กแว้น อะไรเลย

ประเภทนัดไปแข่งเป็นแก๊งเป็นก๊วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนั้น ผมถามไกด์เขาแล้วเขาบอกว่า ไม่มีแน่นอน และก็คงไม่มีใครกล้า

บ้านเมืองใดที่กฎหมายเป็นกฎหมาย แม้จะยั้วเยี้ยวุ่นวายแค่ไหน เขาก็คุมกันอยู่...ส่วนบ้านเมืองที่กฎหมายเป็นกฎหมัน ก็อย่างที่เห็นๆนี่แหละครับ

เมื่อวานนี้เองมั้ง สถานีวิทยุ สวพ.91 เขาแถลงว่า ถนนที่ชาวบ้านโทรศัพท์มาร้องเรียนมากที่สุดว่ามีวัยรุ่นใช้เป็นสนามแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์นั้น ได้แก่ ถนนเกษตร–นวมินทร์ ซึ่งมีการแข่งถึง 913 ครั้ง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 52-30 พ.ย. 52

สงสัยจะต้องยืมตัวผู้บัญชาการตำรวจนคร โฮจิมินห์มาช่วยราชการไทยในตำแหน่งผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลแบงค็อกไทยแลนด์ สัก 3 เดือนละมั้งเนี่ย เผื่อจะปราบเด็กแว้นได้ราบคาบอย่างเขาบ้าง.

เพิ่มเติม http://www.thairath.co.th/

Friday, November 13, 2009

บ.กลางฯพร้อมขายจยย.เจ้าเดียว

บริษัทกลางพร้อมเต็มร้อยรับประกันรถจักรยาน ยนต์เจ้าเดียว ยันรับประกันไม่มีปัญหา มีระบบออนไลน์เรียลไทม์รองรับลูกค้า 10 ล้านกรมธรรม์ ส่วนสินไหมปรับวิธีจ่ายเงินตาย-พิการเร็วขึ้น ตั้งตัวแทนคุณภาพรับเคลมจากผู้ประสบภัยโดยตรงพร้อมสั่งจ่ายผ่านตัวแทนภายใน 7 วัน ไม่ต้องมารับที่สาขาเหมือนอดีต เริ่ม 1 มกราคม 53 พร้อมขยายรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน

ในจังหวัดเกิดอุบัติเหตุสูง ลดสินไหมทั้งระบบ นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ให้บริษัทกลางรับประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงบริษัทเดียว บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการแม้ว่าจำนวนลูกค้าที่จะต้องดูแลจะเพิ่มขึ้นมาก ตามจำนวนกรมธรรม์รถจักรยานยนต์ ของทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้าน กรมธรรม์ที่จะไหลมาอยู่กับบริษัทเทียบ กับ 3.6 ล้านกรมธรรม์ที่รับประกันในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้บริษัทได้เตรียม ความพร้อมใน 2 จุดใหญ่คือด้านรับประกันภัยและด้านสินไหมทดแทนในส่วน รับประกันภัยไม่มีปัญหาเนื่องจากระบบการรับประกันภัยในปัจจุบันผ่านระบบออนไลน์แบบเรียไทม์ทั่วประเทศอยู่แล้ว มี 2 ช่องทางคือรับประกันภัยผ่านอินเตอร์เน็ต (E-Policy : อี-โพลิซี) และผ่าน เครื่องออกกรมธรรม์อัตโนมัติ (PVR) สัดส่วนยอดขายระหว่าง 2 ช่องทางนี้ 50 : 50 แต่ในอนาคตยอดขายผ่านช่องทางอี-โพลิซีจะมากกว่าเพราะบริษัทอื่นที่ต้อง การขายกรมธรรม์ประกันภัยรถจักรยาน ยนต์ ซึ่งจะต้องมารับกรมธรรม์จากบริษัท ไปขายจะมีระบบคอมพิวเตอร์รองรับการขายของตัวแทนมากกว่าเครื่อง PVR

ส่วนด้านสินไหมทดแทนในแง่ครือข่ายโรงพยาบาลที่มีอยู่ 1,109 แห่งรอง รับบริการได้เพียงพอเพราะครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ แต่จะปรับปรุงด้านการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินชดเชยเร็วที่สุด ซึ่งจากสถิติประกัน พ.ร.บ. ทั้งระบบมีผู้ประสบภัย 300,000-400,000 รายต่อปีในจำนวนนี้เสียชีวิต 12,000 คน พิการ 20,000-30,000 คน

ภายใต้การปรุบปรุงจะให้ตัวแทนจำนวนหนึ่งมาอบรมเป็นตัวแทนคุณภาพทำหน้าที่รับคำร้องเรียกร้องค่าชดเชยจาก ทายาทผู้ประสบภัยทั้ง 2 กรณีหลังจากนั้น จะคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ซึ่งจะออนไลน์เข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งจะพิจารณาจ่ายค่า สินไหมเบื้องต้นและโอนเงินผ่านธนาคารเพื่อจ่ายให้กับผู้ประสบภัยภายใน 7 วัน

“ในเรื่องค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีบาดเจ็บไม่มีปัญหา เคลียร์กับโรงพยาบาล ได้ทันที ไม่เหมือนตายกับพิการ นโยบายของเราคือจ่ายให้ทันงานศพ ระบบเดิมที่ทำอยู่อย่างกรณีตายเราจ่ายภายใน 3 วัน ส่วนพิการภายใน 7 วันนับแต่ตั้งเบิกเพียง แต่ลูกค้าต้องมารับที่สาขาบริษัทกลางส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมือง แต่รูปแบบใหม่สามารถรับได้ที่ตัวแทนคุณภาพจะกระจายอยู่ในตำบลหรืออำเภอต่างๆ ซึ่งจะสะดวกกว่ามาก”

นายสมพร กล่าวว่า โครงการตัว แทนคุณภาพจะเริ่มให้บริการวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้พร้อมกับความคุ้มครองใหม่ของประกันภัยพ.ร.บ. เบื้องต้นจะมีตัวแทน คุณภาพ 200 คนโดยมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 คนภายในสิ้นปี 2553 จากตัวแทนทั้ง หมดประมาณ 3,000 คน

นายสมพร ยังกล่าวถึงกรณีบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้กับบริษัทกลางฯ เป็นไม่เกิน 16% ของเบี้ยประกันภัยพ.ร.บ.ทั้งระบบ (ไม่รวมเบี้ยรถจักรยานยนต์) จากเดิมจ่ายอยู่ในอัตรา 2.25% ต่อปีซึ่งจะเริ่มเก็บที่ 10% ก่อนในเดือนมกราคม 2553 นี้ว่า ตามที่คาดการณ์กันว่าปีนี้เบี้ยประกันพ.ร.บ.รถประเภทอื่นจะอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท เก็บเงินสมทบ 10% เท่ากับ 700 ล้านบาท เป็นเงินชดเชยก้อนใหม่ที่บริษัทกลางจะได้รับ ขณะที่การเพิ่มความคุ้มครองประกันพ.ร.บ.ซึ่งจะทำให้อัตราค่าสินไหมทด แทน (Loss Ratio) รถจักรยานยนต์ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเป็น 133-135% จาก 83% หรือจะขาดทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปีเท่ากับเงินสมทบที่ได้เพิ่มมายังไม่พอรองรับผลขาดทุนยังมีส่วนต่างอยู่อีกประมาณ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี บริษัทกลางต้องพยายาม บริหารจัดการเพื่อลดความเสียหาย ลดผลขาดทุนให้น้อยลงโดยจะเพิ่มการรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนนเจาะจงลงไปในพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงจากเดิมไม่ได้เจาะจงพื้นที่ โดย พื้นที่เป้าหมายคือกรุงเทพมหานคร สมุทร ปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงครามและหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น อาจจะใช้งบประมาณมากขึ้นแต่น่าจะคุ้มค่า

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

บ.กลางฯพร้อมขายจยย.เจ้าเดียว

บริษัทกลางพร้อมเต็มร้อยรับประกันรถจักรยาน ยนต์เจ้าเดียว ยันรับประกันไม่มีปัญหา มีระบบออนไลน์เรียลไทม์รองรับลูกค้า 10 ล้านกรมธรรม์ ส่วนสินไหมปรับวิธีจ่ายเงินตาย-พิการเร็วขึ้น ตั้งตัวแทนคุณภาพรับเคลมจากผู้ประสบภัยโดยตรงพร้อมสั่งจ่ายผ่านตัวแทนภายใน 7 วัน ไม่ต้องมารับที่สาขาเหมือนอดีต เริ่ม 1 มกราคม 53 พร้อมขยายรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน

ในจังหวัดเกิดอุบัติเหตุสูง ลดสินไหมทั้งระบบ นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ให้บริษัทกลางรับประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงบริษัทเดียว บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการแม้ว่าจำนวนลูกค้าที่จะต้องดูแลจะเพิ่มขึ้นมาก ตามจำนวนกรมธรรม์รถจักรยานยนต์ ของทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้าน กรมธรรม์ที่จะไหลมาอยู่กับบริษัทเทียบ กับ 3.6 ล้านกรมธรรม์ที่รับประกันในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้บริษัทได้เตรียม ความพร้อมใน 2 จุดใหญ่คือด้านรับประกันภัยและด้านสินไหมทดแทนในส่วน รับประกันภัยไม่มีปัญหาเนื่องจากระบบการรับประกันภัยในปัจจุบันผ่านระบบออนไลน์แบบเรียไทม์ทั่วประเทศอยู่แล้ว มี 2 ช่องทางคือรับประกันภัยผ่านอินเตอร์เน็ต (E-Policy : อี-โพลิซี) และผ่าน เครื่องออกกรมธรรม์อัตโนมัติ (PVR) สัดส่วนยอดขายระหว่าง 2 ช่องทางนี้ 50 : 50 แต่ในอนาคตยอดขายผ่านช่องทางอี-โพลิซีจะมากกว่าเพราะบริษัทอื่นที่ต้อง การขายกรมธรรม์ประกันภัยรถจักรยาน ยนต์ ซึ่งจะต้องมารับกรมธรรม์จากบริษัท ไปขายจะมีระบบคอมพิวเตอร์รองรับการขายของตัวแทนมากกว่าเครื่อง PVR

ส่วนด้านสินไหมทดแทนในแง่ครือข่ายโรงพยาบาลที่มีอยู่ 1,109 แห่งรอง รับบริการได้เพียงพอเพราะครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ แต่จะปรับปรุงด้านการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินชดเชยเร็วที่สุด ซึ่งจากสถิติประกัน พ.ร.บ. ทั้งระบบมีผู้ประสบภัย 300,000-400,000 รายต่อปีในจำนวนนี้เสียชีวิต 12,000 คน พิการ 20,000-30,000 คน

ภายใต้การปรุบปรุงจะให้ตัวแทนจำนวนหนึ่งมาอบรมเป็นตัวแทนคุณภาพทำหน้าที่รับคำร้องเรียกร้องค่าชดเชยจาก ทายาทผู้ประสบภัยทั้ง 2 กรณีหลังจากนั้น จะคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ซึ่งจะออนไลน์เข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งจะพิจารณาจ่ายค่า สินไหมเบื้องต้นและโอนเงินผ่านธนาคารเพื่อจ่ายให้กับผู้ประสบภัยภายใน 7 วัน

“ในเรื่องค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีบาดเจ็บไม่มีปัญหา เคลียร์กับโรงพยาบาล ได้ทันที ไม่เหมือนตายกับพิการ นโยบายของเราคือจ่ายให้ทันงานศพ ระบบเดิมที่ทำอยู่อย่างกรณีตายเราจ่ายภายใน 3 วัน ส่วนพิการภายใน 7 วันนับแต่ตั้งเบิกเพียง แต่ลูกค้าต้องมารับที่สาขาบริษัทกลางส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมือง แต่รูปแบบใหม่สามารถรับได้ที่ตัวแทนคุณภาพจะกระจายอยู่ในตำบลหรืออำเภอต่างๆ ซึ่งจะสะดวกกว่ามาก”

นายสมพร กล่าวว่า โครงการตัว แทนคุณภาพจะเริ่มให้บริการวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้พร้อมกับความคุ้มครองใหม่ของประกันภัยพ.ร.บ. เบื้องต้นจะมีตัวแทน คุณภาพ 200 คนโดยมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 คนภายในสิ้นปี 2553 จากตัวแทนทั้ง หมดประมาณ 3,000 คน

นายสมพร ยังกล่าวถึงกรณีบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้กับบริษัทกลางฯ เป็นไม่เกิน 16% ของเบี้ยประกันภัยพ.ร.บ.ทั้งระบบ (ไม่รวมเบี้ยรถจักรยานยนต์) จากเดิมจ่ายอยู่ในอัตรา 2.25% ต่อปีซึ่งจะเริ่มเก็บที่ 10% ก่อนในเดือนมกราคม 2553 นี้ว่า ตามที่คาดการณ์กันว่าปีนี้เบี้ยประกันพ.ร.บ.รถประเภทอื่นจะอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท เก็บเงินสมทบ 10% เท่ากับ 700 ล้านบาท เป็นเงินชดเชยก้อนใหม่ที่บริษัทกลางจะได้รับ ขณะที่การเพิ่มความคุ้มครองประกันพ.ร.บ.ซึ่งจะทำให้อัตราค่าสินไหมทด แทน (Loss Ratio) รถจักรยานยนต์ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเป็น 133-135% จาก 83% หรือจะขาดทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปีเท่ากับเงินสมทบที่ได้เพิ่มมายังไม่พอรองรับผลขาดทุนยังมีส่วนต่างอยู่อีกประมาณ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี บริษัทกลางต้องพยายาม บริหารจัดการเพื่อลดความเสียหาย ลดผลขาดทุนให้น้อยลงโดยจะเพิ่มการรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนนเจาะจงลงไปในพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงจากเดิมไม่ได้เจาะจงพื้นที่ โดย พื้นที่เป้าหมายคือกรุงเทพมหานคร สมุทร ปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงครามและหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น อาจจะใช้งบประมาณมากขึ้นแต่น่าจะคุ้มค่า

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

เปิดเวทีถกผุดทางมอเตอร์ไซค์ยาว4กม.

พิษณุโลก - อบจ.เมืองสองแควถกหน่วยงานราชการ พิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นประชาชน ทำช่องทางรถจักรยานยนต์เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4 กม.คาดใช้งบฯ 20 ล้านบาท

ที่ห้องประชุมสุพรรณกัลยา อบจ.พิษณุโลก นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก ประธานกรรมการคมนาคมและปิโตรเลียม สภา อบจ.พิษณุโลก ได้ประชุมหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมพิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ในการทำช่องทางรถจักรยานยนต์ บนถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ตั้งแต่แยกเรือนแพถึงแยกอินโดจีนระยะทาง 4.1 กิโลเมตร มีนายทรงธรรม ฐิติปุญญา รองนายก อบจ.พิษณุโลก ปฏิบัติหน้าที่แทน นายก อบจ.พิษณุโลก และหัวหน้าส่วนราชการ อาทิ สำนักทางหลวงพิษณุโลก สถิติจังหวัดพิษณุโลก ตำรวจ เทศบาล ร่วมประชุม

นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดพิษณุโลก ได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ ที่มักประสบอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงคิดโครงการช่องทางรถจักรยานยนต์ขึ้นมา บนทางหลวงหมายเลข 12 หรือพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4,100 เมตร ขณะนี้ทางหลวงพิษณุโลกได้ออกแบบให้ เป็นช่องทางสำหรับรถจักรยานความกว้าง 3 เมตร ทำสองด้านทั้งขาไปและขากลับ ให้สำหรับรถจักรยานและรถจักรยานยนต์วิ่ง ส่วนรถยนต์วิ่งช่องทางด้านกลางตามเส้นทางปกติ

สำหรับขั้นตอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามความคิดเห็นจากภาคประชาชน โดยสำนักงานสถิติจังหวัดพิษณุโลก คาดว่าหากประชาชนเห็นด้วยกับโครงการนี้ ก็จะใช้งบประมาณเบื้องต้น 20 ล้านบาท ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวจะมาได้จากสองช่องทาง ทางแรกมาจากงบประมาณจากส่วนกลางที่ให้ ส.ส.ในพื้นที่ช่วยของบจากรัฐบาลมาก่อสร้าง และอีกทางหนึ่งมาจากการนำเสนอฝ่ายบริหารผ่านทางสภา อบจ.พิษณุโลก

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดเวทีถกผุดทางมอเตอร์ไซค์ยาว4กม.

พิษณุโลก - อบจ.เมืองสองแควถกหน่วยงานราชการ พิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นประชาชน ทำช่องทางรถจักรยานยนต์เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4 กม.คาดใช้งบฯ 20 ล้านบาท

ที่ห้องประชุมสุพรรณกัลยา อบจ.พิษณุโลก นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก ประธานกรรมการคมนาคมและปิโตรเลียม สภา อบจ.พิษณุโลก ได้ประชุมหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมพิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ในการทำช่องทางรถจักรยานยนต์ บนถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ตั้งแต่แยกเรือนแพถึงแยกอินโดจีนระยะทาง 4.1 กิโลเมตร มีนายทรงธรรม ฐิติปุญญา รองนายก อบจ.พิษณุโลก ปฏิบัติหน้าที่แทน นายก อบจ.พิษณุโลก และหัวหน้าส่วนราชการ อาทิ สำนักทางหลวงพิษณุโลก สถิติจังหวัดพิษณุโลก ตำรวจ เทศบาล ร่วมประชุม

นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดพิษณุโลก ได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ ที่มักประสบอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงคิดโครงการช่องทางรถจักรยานยนต์ขึ้นมา บนทางหลวงหมายเลข 12 หรือพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4,100 เมตร ขณะนี้ทางหลวงพิษณุโลกได้ออกแบบให้ เป็นช่องทางสำหรับรถจักรยานความกว้าง 3 เมตร ทำสองด้านทั้งขาไปและขากลับ ให้สำหรับรถจักรยานและรถจักรยานยนต์วิ่ง ส่วนรถยนต์วิ่งช่องทางด้านกลางตามเส้นทางปกติ

สำหรับขั้นตอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามความคิดเห็นจากภาคประชาชน โดยสำนักงานสถิติจังหวัดพิษณุโลก คาดว่าหากประชาชนเห็นด้วยกับโครงการนี้ ก็จะใช้งบประมาณเบื้องต้น 20 ล้านบาท ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวจะมาได้จากสองช่องทาง ทางแรกมาจากงบประมาณจากส่วนกลางที่ให้ ส.ส.ในพื้นที่ช่วยของบจากรัฐบาลมาก่อสร้าง และอีกทางหนึ่งมาจากการนำเสนอฝ่ายบริหารผ่านทางสภา อบจ.พิษณุโลก

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Monday, November 9, 2009

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ณ บริเวณลานสยามดิสคัพเวอรี่

เบียร์อาซาฮี ซุปเปอร์ ดราย เอาใจคนไทยทีชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ไซส์จิ๋วแต่สมรรถนะคับแก้วอย่าง “มอเตอร์ไซค์ มังกี้” โดยได้รวมรวมสุดยอดไฮไลท์รุ่นหายาก และตกแต่งแบบเต็มพิกัด อาทิ มังกี้บาจา รุ่นพิเศษ Africa Twin มีคันเดียวในเมืองไทย มังกี้ FTR มังกี้ Gold มังกี้ Silver และ มังกี้ 40th มารวมไว้ในกิจกรรม Japanese Retro Bike “จากคุณภาพการออกแบบ...สู่ความอมตะ” ทุกวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น ณ บริเวณลานศูนย์การค้าสยามดิสคัพเวอรี่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นสุดคลาสสิก ที่ถูกสร้างสรรค์ให้มีสมรรถนะทัดเทียมกับรถมอเตอร์ไซค์ระดับสุดยอดจากซีกโลกตะวันตก กับขนาดที่เล็กกว่า ที่หาดูได้ยากหลากหลายรุ่นจากกูรูนักสะสมชาวไทย

“มอเตอร์ไซค์ มังกี้ หรือเจ้าลิงน้อยทรงเพรียว” มีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัจฉริยะของชาวญี่ปุ่น ในการสร้างสรรค์ยนตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมากด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ ที่ไม่น้อยหน้าซีกโลกตะวันตก เรื่องราวของเจ้าลิงน้อยมังกี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ( พ.ศ. 2504 ) ในโรงงานผลิตมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่นโดยที่พนักงานในโรงงานได้นำเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ของมอเตอร์ไซด์ที่ผลิตอยู่ในสายการผลิตมาลองใส่ในตัวถังขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อ ทำให้เป็นมอเตอร์ไซด์ขนาดจิ๋วย่อส่วนไว้ขับขี่เล่นในยามว่าง หรือ นำพาติดรถไปขับขี่พักผ่อนนอกสถานที่ได้ โดยนำเอาเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 50 ซีซี,ไฟส่องทาง,ชุดคันเร่ง,มือเบรค จากฮอนด้าคันใหญ่มาใช้ ส่วนตัวโครงและชิ้นส่วนโลหะอื่นๆ ใช้เศษโลหะที่เหลือจากการผลิตมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มาทำ แล้วตกแต่งให้สวยงามโดยให้ สีตัวโครงเป็นสีแดง ถังน้ำมันสีขาว ตัดกันอย่างลงตัว แล้วใส่ล้อจิ๋วขนาดเล็กเพียง 5 นิ้ว แล้วตั้งชื่อมอเตอร์ไซด์ คันน้อยนี้ว่ารุ่น "แซด ร้อย" Z100 ในเวลานั้นยังไม่ใครนึกถึงชื่ออื่น Z100 ขับวิ่งเล่นครั้งแรกในสวนหย่อม ทามา เทค "Tama Tech" และก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลองขับขี่ว่า ขี่สนุก ผู้ที่เห็นรูปร่างมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้แล้วจินตนาการได้เหมือนกันว่า เหมือนกับลิงผอมตัวยาวๆ ที่แฝงไว้ด้วยความซุกซน จนมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้ ถูกเรียกชื่อกันติดปากและรู้จักกันภายในอย่างไม่เป็นทางการว่า "มังกี้" ที่ดูยังไง ยังไง ก็เหมือน "ของเล่น" มากกว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ พลาดไม่ได้กับการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ยากจะได้พบ ในเทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น กับ Asahi Super Dry

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ณ บริเวณลานสยามดิสคัพเวอรี่

เบียร์อาซาฮี ซุปเปอร์ ดราย เอาใจคนไทยทีชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ไซส์จิ๋วแต่สมรรถนะคับแก้วอย่าง “มอเตอร์ไซค์ มังกี้” โดยได้รวมรวมสุดยอดไฮไลท์รุ่นหายาก และตกแต่งแบบเต็มพิกัด อาทิ มังกี้บาจา รุ่นพิเศษ Africa Twin มีคันเดียวในเมืองไทย มังกี้ FTR มังกี้ Gold มังกี้ Silver และ มังกี้ 40th มารวมไว้ในกิจกรรม Japanese Retro Bike “จากคุณภาพการออกแบบ...สู่ความอมตะ” ทุกวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น ณ บริเวณลานศูนย์การค้าสยามดิสคัพเวอรี่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นสุดคลาสสิก ที่ถูกสร้างสรรค์ให้มีสมรรถนะทัดเทียมกับรถมอเตอร์ไซค์ระดับสุดยอดจากซีกโลกตะวันตก กับขนาดที่เล็กกว่า ที่หาดูได้ยากหลากหลายรุ่นจากกูรูนักสะสมชาวไทย

“มอเตอร์ไซค์ มังกี้ หรือเจ้าลิงน้อยทรงเพรียว” มีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัจฉริยะของชาวญี่ปุ่น ในการสร้างสรรค์ยนตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมากด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ ที่ไม่น้อยหน้าซีกโลกตะวันตก เรื่องราวของเจ้าลิงน้อยมังกี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ( พ.ศ. 2504 ) ในโรงงานผลิตมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่นโดยที่พนักงานในโรงงานได้นำเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ของมอเตอร์ไซด์ที่ผลิตอยู่ในสายการผลิตมาลองใส่ในตัวถังขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อ ทำให้เป็นมอเตอร์ไซด์ขนาดจิ๋วย่อส่วนไว้ขับขี่เล่นในยามว่าง หรือ นำพาติดรถไปขับขี่พักผ่อนนอกสถานที่ได้ โดยนำเอาเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 50 ซีซี,ไฟส่องทาง,ชุดคันเร่ง,มือเบรค จากฮอนด้าคันใหญ่มาใช้ ส่วนตัวโครงและชิ้นส่วนโลหะอื่นๆ ใช้เศษโลหะที่เหลือจากการผลิตมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มาทำ แล้วตกแต่งให้สวยงามโดยให้ สีตัวโครงเป็นสีแดง ถังน้ำมันสีขาว ตัดกันอย่างลงตัว แล้วใส่ล้อจิ๋วขนาดเล็กเพียง 5 นิ้ว แล้วตั้งชื่อมอเตอร์ไซด์ คันน้อยนี้ว่ารุ่น "แซด ร้อย" Z100 ในเวลานั้นยังไม่ใครนึกถึงชื่ออื่น Z100 ขับวิ่งเล่นครั้งแรกในสวนหย่อม ทามา เทค "Tama Tech" และก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลองขับขี่ว่า ขี่สนุก ผู้ที่เห็นรูปร่างมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้แล้วจินตนาการได้เหมือนกันว่า เหมือนกับลิงผอมตัวยาวๆ ที่แฝงไว้ด้วยความซุกซน จนมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้ ถูกเรียกชื่อกันติดปากและรู้จักกันภายในอย่างไม่เป็นทางการว่า "มังกี้" ที่ดูยังไง ยังไง ก็เหมือน "ของเล่น" มากกว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ พลาดไม่ได้กับการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ยากจะได้พบ ในเทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น กับ Asahi Super Dry

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

Tuesday, October 20, 2009

งาน The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010

งานเทศกาลเพื่อคนที่หลงไหลในรถจักรยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

งานที่รวบรวมรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทุกซีซี ทุกปี ทุกประเภท เอาไว้ในงานเดียว ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคม 2553

จัดเต็มพื้นที่ตั้งแต่ลานหน้าห้างที่จะกลายเป็นลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ จนถึงพื้นที่ด้านในห้างชั้น 1 จนถึงชั้น 7 พบกิจกรรมมากมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรถมอเตอร์ไซค์อาทิเช่น

- พบกับการออกบูธของค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งจะนำนวัตกรรมรถรุ่นใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวภายในงาน ทั้งแบรนด์ทางฝั่งตะวันตกอย่าง Harley-Davidson, Triumph, Ducati, BMW, Can-am Spyder, Sachs และค่าผู้ผลิตจากฝั่งตะวันออกอย่าง Honda, Yamaha, Kawasaki, Tiger โดยภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมายให้กับผู้ที่สนใจขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่กลับบ้าน

- พบกับร้านค้าอุปกรณ์ตกแต่ง, เครื่องแต่งกาย, เครื่องป้องกัน และอะไหล่ จากผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งจะรวมรวมสินค้าหลากหลายเอาไว้ในที่แห่งเดียว ให้ชาวไบค์เกอร์ได้เลือกซื้อสินค้ากันได้อย่างจุใจ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ในราคาพิเศษสุดๆจากร้านที่เข้าร่วมแสดงสินค้า

- พบกับทีมสตั๊นท์ที่จะมาแสดงการขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน ณ บริเวณลานหน้าห้าง Central World วันละ 2 รอบ ในเวลา 17.00 น. และ 19.00 น.

- พบกับเวทีสนทนาจากเหล่านักขี่ผู้มีชื่อเสียงในวงการรถมอเตอร์ไซค์ของเมืองไทย, ช่างซ่อมรถชั้นเซียน และเจ้าของค่ายรถที่จะมาบอกเล่าถึงรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่นำมาอวดโฉมภายในงาน

- พบกับนิทรรศการศิลปะจากศิลปินที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะนำผลงานศิลปะต่างๆที่ได้สร้างสรรค์ไว้มาจัดแสดงโชว์ในชั้นต่างๆของห้าง Central World และโซนการแสดงนิทรรศการภาพ Sense of Journey ในบริเวณชั้น 6

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์ของเหล่าคนดังของเมืองไทย ที่จะนำรถสุดรักมาจัดแสดงในบริเวณชั้นต่างๆภายในห้าง และมุมรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์จากคนดัง 12 ท่าน ณ บริเวณลาน Celebrities Bike ชั้น 5 โซน Atrium

- พบกับการรวมรวมเอาสุดยอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการโมดิฟายในระดับแนวหน้า ทั้งรถในสไตล์ Chopper, Sport, Touring, Big Scooter, Naked, Motocross ซึ่งจะนำมาจัดแสดงในมุมของ Ultimate Custom Bike ณ บริเวณชั้น 3 โซน Eden

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์โบราณที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน บางคันมีอยู่เพียงคันเดียวในทวีปเอเซีย บางคันมีเงินแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งทุกคันถูกดูแลจากเจ้าของรถเป็นอย่างดี โดยได้รับการสนับสนุนรถจาก ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาจักรยานยนต์โบราณไทย ภายใต้ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปภัมป์

- พบกับรถจักรยานยนต์นำขบวนกองเกียรติยศ และผู้นำประเทศ ที่จะนำมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 3 เป็นผู้คอยให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งรถที่ถูกนำมาเข้าประจำการในปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ และถูกนำมาใช้ในภารกิจที่แตกต่างกัน สามารถแวะชมได้ที่บริเวณโถงกลางห้าง ชั้น 1 Central Court

- Your Fist Friend เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว พบกับการปฏิบัติหน้าที่และยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ที่คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งนำข้อมูลการให้บริการในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และยานพาหนะสองล้อที่สามารถนำมาใช้ร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี

- พบกับการเดินแฟชั่นโชว์จากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลก ซึ่งจะขนเอาบรรดาสุดยอดนายแบบ,นางแบบ มาสวมใส่ชุดในสไตล์ไบค์เกอร์ พร้อมกับร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสไตล์ Street Wear ที่คัดสรรมาจากแหล่งชอปปิ้งชั้นนำ มารวมไว้ในบริเวณลานหน้าห้าง Central World

- พบกับลานเบียร์ขนาดใหญ่หน้าห้าง Central World ที่จะเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนพ้องชาวไบค์เกอร์ พร้อมกับฟังดนตรีสด จากวงดนตรีมืออาชีพระดับแนวหน้าจากร้านดัง ที่จะมาเขย่าความมันกันตั้งแต่ หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน

- พบกับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วยรถจักรยานยนต์ ที่จะนำเอาผู้สื่อข่าวหนังสือมอเตอร์ไซค์ระดับโลกชาวต่างชาติ ร่วมขับขี่กับนักขี่ชาวไทย ท่องไปในเส้นทางท่องเที่ยวในภาคเหนือ ลัดเลาะผ่านหุบเขาในช่วงหน้าหนาว เรื่อยมาจนมาจบที่งาน Bangkok Motorbike Festival ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2553 สามารถติดตามรายละเอียดและเส้นทางการขับขี่ได้ที่ www.bangkokmotorbikefestival.com

งานนี้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งทุกท่านสามารถนำรถมอเตอร์ไซค์สุดรักมาจอดในบริเวณลานจอดหน้าห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับรถบิ๊กไบค์และคลาสสิคไบค์ และลานจอดหน้า ออฟฟิศ ทาวเวอร์ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป

ห้ามพลาดกับงานยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง เพื่อคนที่หลงไหลในรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ

เพิ่มเติม www.newswit.com

งาน The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010

งานเทศกาลเพื่อคนที่หลงไหลในรถจักรยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

งานที่รวบรวมรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทุกซีซี ทุกปี ทุกประเภท เอาไว้ในงานเดียว ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคม 2553

จัดเต็มพื้นที่ตั้งแต่ลานหน้าห้างที่จะกลายเป็นลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ จนถึงพื้นที่ด้านในห้างชั้น 1 จนถึงชั้น 7 พบกิจกรรมมากมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรถมอเตอร์ไซค์อาทิเช่น

- พบกับการออกบูธของค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งจะนำนวัตกรรมรถรุ่นใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวภายในงาน ทั้งแบรนด์ทางฝั่งตะวันตกอย่าง Harley-Davidson, Triumph, Ducati, BMW, Can-am Spyder, Sachs และค่าผู้ผลิตจากฝั่งตะวันออกอย่าง Honda, Yamaha, Kawasaki, Tiger โดยภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมายให้กับผู้ที่สนใจขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่กลับบ้าน

- พบกับร้านค้าอุปกรณ์ตกแต่ง, เครื่องแต่งกาย, เครื่องป้องกัน และอะไหล่ จากผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งจะรวมรวมสินค้าหลากหลายเอาไว้ในที่แห่งเดียว ให้ชาวไบค์เกอร์ได้เลือกซื้อสินค้ากันได้อย่างจุใจ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ในราคาพิเศษสุดๆจากร้านที่เข้าร่วมแสดงสินค้า

- พบกับทีมสตั๊นท์ที่จะมาแสดงการขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน ณ บริเวณลานหน้าห้าง Central World วันละ 2 รอบ ในเวลา 17.00 น. และ 19.00 น.

- พบกับเวทีสนทนาจากเหล่านักขี่ผู้มีชื่อเสียงในวงการรถมอเตอร์ไซค์ของเมืองไทย, ช่างซ่อมรถชั้นเซียน และเจ้าของค่ายรถที่จะมาบอกเล่าถึงรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่นำมาอวดโฉมภายในงาน

- พบกับนิทรรศการศิลปะจากศิลปินที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะนำผลงานศิลปะต่างๆที่ได้สร้างสรรค์ไว้มาจัดแสดงโชว์ในชั้นต่างๆของห้าง Central World และโซนการแสดงนิทรรศการภาพ Sense of Journey ในบริเวณชั้น 6

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์ของเหล่าคนดังของเมืองไทย ที่จะนำรถสุดรักมาจัดแสดงในบริเวณชั้นต่างๆภายในห้าง และมุมรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์จากคนดัง 12 ท่าน ณ บริเวณลาน Celebrities Bike ชั้น 5 โซน Atrium

- พบกับการรวมรวมเอาสุดยอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการโมดิฟายในระดับแนวหน้า ทั้งรถในสไตล์ Chopper, Sport, Touring, Big Scooter, Naked, Motocross ซึ่งจะนำมาจัดแสดงในมุมของ Ultimate Custom Bike ณ บริเวณชั้น 3 โซน Eden

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์โบราณที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน บางคันมีอยู่เพียงคันเดียวในทวีปเอเซีย บางคันมีเงินแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งทุกคันถูกดูแลจากเจ้าของรถเป็นอย่างดี โดยได้รับการสนับสนุนรถจาก ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาจักรยานยนต์โบราณไทย ภายใต้ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปภัมป์

- พบกับรถจักรยานยนต์นำขบวนกองเกียรติยศ และผู้นำประเทศ ที่จะนำมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 3 เป็นผู้คอยให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งรถที่ถูกนำมาเข้าประจำการในปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ และถูกนำมาใช้ในภารกิจที่แตกต่างกัน สามารถแวะชมได้ที่บริเวณโถงกลางห้าง ชั้น 1 Central Court

- Your Fist Friend เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว พบกับการปฏิบัติหน้าที่และยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ที่คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งนำข้อมูลการให้บริการในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และยานพาหนะสองล้อที่สามารถนำมาใช้ร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี

- พบกับการเดินแฟชั่นโชว์จากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลก ซึ่งจะขนเอาบรรดาสุดยอดนายแบบ,นางแบบ มาสวมใส่ชุดในสไตล์ไบค์เกอร์ พร้อมกับร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสไตล์ Street Wear ที่คัดสรรมาจากแหล่งชอปปิ้งชั้นนำ มารวมไว้ในบริเวณลานหน้าห้าง Central World

- พบกับลานเบียร์ขนาดใหญ่หน้าห้าง Central World ที่จะเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนพ้องชาวไบค์เกอร์ พร้อมกับฟังดนตรีสด จากวงดนตรีมืออาชีพระดับแนวหน้าจากร้านดัง ที่จะมาเขย่าความมันกันตั้งแต่ หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน

- พบกับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วยรถจักรยานยนต์ ที่จะนำเอาผู้สื่อข่าวหนังสือมอเตอร์ไซค์ระดับโลกชาวต่างชาติ ร่วมขับขี่กับนักขี่ชาวไทย ท่องไปในเส้นทางท่องเที่ยวในภาคเหนือ ลัดเลาะผ่านหุบเขาในช่วงหน้าหนาว เรื่อยมาจนมาจบที่งาน Bangkok Motorbike Festival ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2553 สามารถติดตามรายละเอียดและเส้นทางการขับขี่ได้ที่ www.bangkokmotorbikefestival.com

งานนี้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งทุกท่านสามารถนำรถมอเตอร์ไซค์สุดรักมาจอดในบริเวณลานจอดหน้าห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับรถบิ๊กไบค์และคลาสสิคไบค์ และลานจอดหน้า ออฟฟิศ ทาวเวอร์ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป

ห้ามพลาดกับงานยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง เพื่อคนที่หลงไหลในรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ

เพิ่มเติม www.newswit.com

Tuesday, September 22, 2009

ศก.ส่งสัญญาณฟื้นตัว ตลาดแมงกาไซค์ยิ้มรับ

ตลาดรวมรถจักรยานยนต์เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เอ.พี.ฮอนด้าปรับเป้าตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.47 ล้านคัน พร้อมเปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์ใหม่ 49 กม./ลิตร กระทุ้งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายถึงสิ้นปีนี้

นายเซนจิโร่ ชากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่าจากปัจจัยบวกตางๆ ทีส่งสัญญาณให้สภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในครึ่งปีหลังกลับมาเริ่มสดใสและค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งบริษัทได้มีการปรับการคาดการณ์ตลาดรวมรถจ้กรยานยนต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,470,000 คัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่ได้คาดการณ์ 1,350,00 คัน ขณะที่ปัจจัยสำคัญส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดีขึ้นจะมาจากการที่บริษัทผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศได้ผลักดันกลยุทธ์การตลาด สร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาโดยตลอด เช่น เมื่อครั้งการประกาศเปลี่ยนยุคแห่งการขับขี่การสู่ยุคหัวฉีดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถจักรยานยนต์เริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

"หลังจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐเข้าสู่วิกฤตการณ์ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว อุตสาหกรรมทุกประเภทต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมไปถึงตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยได้รับผลกระทบหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ขณะนั้น ตลาดรวมมียอดขายหดตัวถึง 17% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมา"

อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ที่เคยเป็นมาในอดีต อาจะไม่เป็นอย่างที่เคย เนื่อจากความต้องการของลูกค้าที่จะซื้อรถจักรยานยนต์อาจมีความเปลี่ยนแปลงไปแต่บริษัทยังเล็งเห็นถึงบทบาทของรถจักรยานยนต์ที่มีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในการใช้รถ

ขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที."ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ" เสริมความต้องการตลาดในทุกๆ เซ็กเมนต์ ที่โรงงานไทยฮอนด้าเป็นผู้ผลิตรุ่นนี้ และนอกจากจะจำหน่ายในประเทศไทยแล้วยังทำการผลิตและส่งออก ไม่เพียงเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น รวมไปถึงประเทศญึ่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลียอีกด้วย

สำหรับเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์สกู๊ปปี้ ไอ ยังคงใช้เทคโนโลยีหัวฉีด PGM-FI ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ มีอัตราการบริโภคน้ำมันประหยัดมากถึง 49 กิโลเมิตร/ลิตร ค่าไอเสียผ่านมาตรฐานระดับ 6 สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้พร้อมรับประกันคุณภาพหัวฉีดนานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

"ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที.ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีอัตราส่วนแบ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ถึง 50% เหตุเพราะรสนิยมของผู้บริโภคมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น หัวใจสำคัญของผู้บริโภคที่เลือกใช้ คือ ง่าย สะดวกและสบาย"

ส่วนราคาจำหน่ายรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ ออนด้า สกู๊ปปี้ ไอ เคาะราคาจำหน่ายที่ 44,300 บาท ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายที่ 150,000 คัน/ปี พร้อมแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าว 10,000 คันแรก รับชุดของขวัญ Scoopy I Collection แจ๊คเกตและหมวกกันน๊อคสีเดียวกับตัวรถ ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2552

"การเปิดตัวรถดังกล่าวบริษัทมั่นใจได้ว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของบริษัทกลับมาได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยยอดจำหน่ายของบริษัทถึงสิ้นปีนี้คาดการณ์ว่าจะมียอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านคัน พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนการที่จะเปิดตัวอีก 1 รุ่น คือ รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ฮอนด้า PCX ในช่วงปลายปีนี้ เป็นการสอดรับกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง"

ที่มา หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

ศก.ส่งสัญญาณฟื้นตัว ตลาดแมงกาไซค์ยิ้มรับ

ตลาดรวมรถจักรยานยนต์เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เอ.พี.ฮอนด้าปรับเป้าตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.47 ล้านคัน พร้อมเปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์ใหม่ 49 กม./ลิตร กระทุ้งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายถึงสิ้นปีนี้

นายเซนจิโร่ ชากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่าจากปัจจัยบวกตางๆ ทีส่งสัญญาณให้สภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในครึ่งปีหลังกลับมาเริ่มสดใสและค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งบริษัทได้มีการปรับการคาดการณ์ตลาดรวมรถจ้กรยานยนต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,470,000 คัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่ได้คาดการณ์ 1,350,00 คัน ขณะที่ปัจจัยสำคัญส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดีขึ้นจะมาจากการที่บริษัทผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศได้ผลักดันกลยุทธ์การตลาด สร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาโดยตลอด เช่น เมื่อครั้งการประกาศเปลี่ยนยุคแห่งการขับขี่การสู่ยุคหัวฉีดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถจักรยานยนต์เริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

"หลังจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐเข้าสู่วิกฤตการณ์ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว อุตสาหกรรมทุกประเภทต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมไปถึงตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยได้รับผลกระทบหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ขณะนั้น ตลาดรวมมียอดขายหดตัวถึง 17% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมา"

อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ที่เคยเป็นมาในอดีต อาจะไม่เป็นอย่างที่เคย เนื่อจากความต้องการของลูกค้าที่จะซื้อรถจักรยานยนต์อาจมีความเปลี่ยนแปลงไปแต่บริษัทยังเล็งเห็นถึงบทบาทของรถจักรยานยนต์ที่มีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในการใช้รถ

ขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที."ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ" เสริมความต้องการตลาดในทุกๆ เซ็กเมนต์ ที่โรงงานไทยฮอนด้าเป็นผู้ผลิตรุ่นนี้ และนอกจากจะจำหน่ายในประเทศไทยแล้วยังทำการผลิตและส่งออก ไม่เพียงเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น รวมไปถึงประเทศญึ่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลียอีกด้วย

สำหรับเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์สกู๊ปปี้ ไอ ยังคงใช้เทคโนโลยีหัวฉีด PGM-FI ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ มีอัตราการบริโภคน้ำมันประหยัดมากถึง 49 กิโลเมิตร/ลิตร ค่าไอเสียผ่านมาตรฐานระดับ 6 สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้พร้อมรับประกันคุณภาพหัวฉีดนานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

"ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที.ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีอัตราส่วนแบ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ถึง 50% เหตุเพราะรสนิยมของผู้บริโภคมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น หัวใจสำคัญของผู้บริโภคที่เลือกใช้ คือ ง่าย สะดวกและสบาย"

ส่วนราคาจำหน่ายรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ ออนด้า สกู๊ปปี้ ไอ เคาะราคาจำหน่ายที่ 44,300 บาท ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายที่ 150,000 คัน/ปี พร้อมแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าว 10,000 คันแรก รับชุดของขวัญ Scoopy I Collection แจ๊คเกตและหมวกกันน๊อคสีเดียวกับตัวรถ ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2552

"การเปิดตัวรถดังกล่าวบริษัทมั่นใจได้ว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของบริษัทกลับมาได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยยอดจำหน่ายของบริษัทถึงสิ้นปีนี้คาดการณ์ว่าจะมียอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านคัน พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนการที่จะเปิดตัวอีก 1 รุ่น คือ รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ฮอนด้า PCX ในช่วงปลายปีนี้ เป็นการสอดรับกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง"

ที่มา หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

Sunday, September 20, 2009

ไบค์วีค"09พร้อมรบ ระดมฮาร์เลย์พันคัน ปิด"สยามฯ"จัดงาน

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล ประธานคณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป ผู้จัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 เปิดเผยว่า งานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 บริเวณสยามสแควร์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อรวบรวมนักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 3 พันคันจากชาติต่างๆ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวรวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพฯ

นายชัยภัฎกล่าวว่า ในงานนี้จะมีการจัดเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยขบวน มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันของนักขับขี่ชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวน 250 คัน เป็นสีธงชาติไทย เรียกว่านิทรรศการรถ "อัศวิน" เพื่อแสดงประวัติรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่เคยเป็นรถนำขบวนเสด็จ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก เช่น งาน HD. Legend V.I.P. Dinner โดยจัดขบวนแห่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน รุ่นคลาสสิก ที่มีอายุกว่า 50 ปีมาแสดงถึงศักยภาพของรถที่มีโครงสร้างสวยงามมีเสน่ห์ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังแข็งแรงคงทนและทรงพลัง การจัดกิจกรรม Hall of Fame ประกาศรายชื่อผู้มีชื่อเสียงและมีเกียรติในสังคม

"ฮาร์เลย์-เดวิดสันเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมายาวนาน ในแง่ความสง่างาม ความคลาสสิกเสียงดังกระหึ่มน่ายำเกรง มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก เคยเป็นรถมอเตอร์ไซค์นำขบวนเสด็จในหลวง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 10,000 คัน"

นายชัยภัฎกล่าวเพิ่มเติมว่า งานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 ขึ้นโดยมุ่งหวังให้เป็นงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันครั้งยิ่งใหญ่ระดับสากลและจัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมประกวดแข่งขัน เพื่อสร้างสีสัน ความสนุกสนานภายในงาน เช่น ประกวด Miss Siam International Bike Week 2009 คือการประกวดหาสาวสวย มั่นใจ ดูดีมีเสน่ห์ อายุระหว่าง 19-29 ปี ชิงรางวัลเงินสด 1 แสนบาท และของรางวัล การประกวด Mr.Young at Heart การประกวดหาหนุ่มใหญ่ไฟแรง แก่แต่เก๋า ผู้มีใจรักมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน การประกวดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ในรุ่นต่างๆ เช่น Best of Classic Bike, Best of Custom Bike และ Best of Stock Bike Dress การประกวด Best of Character เนื่องจากเสียงท่อไอเสียเป็นเสียงกระหึ่ม น่าเกรงขาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ดังนั้นทางคณะทำงาน B.B.W. Group จึงจัด การประกวดเสียงท่อไอเสียเพื่อแสดงถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ที่ทรงพลัง แข็งแรง คงทนไม่เสื่อมคลาย

ส่วนกิจกรรมบันเทิงต่างๆ Big Surprise สำหรับผู้เข้าชมงาน และเข้าร่วมงาน ร่วมลุ้น ! รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่น Sportster ปี 2010 คันแรก และคันเดียวของประเทศไทย ที่บินลัดฟ้ามาให้ผู้โชคดีจากการจับรางวัลได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวในประเทศไทย การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ ทุกสไตล์เพลง ฟังกันได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งสไตล์พ็อป ร็อก และอื่นๆ อีกมากมาย เกมสนุกสนานต่างๆ สำหรับสิงห์นักขับโดยเฉพาะ

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

ไบค์วีค"09พร้อมรบ ระดมฮาร์เลย์พันคัน ปิด"สยามฯ"จัดงาน

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล ประธานคณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป ผู้จัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 เปิดเผยว่า งานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 บริเวณสยามสแควร์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อรวบรวมนักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 3 พันคันจากชาติต่างๆ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวรวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพฯ

นายชัยภัฎกล่าวว่า ในงานนี้จะมีการจัดเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยขบวน มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันของนักขับขี่ชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวน 250 คัน เป็นสีธงชาติไทย เรียกว่านิทรรศการรถ "อัศวิน" เพื่อแสดงประวัติรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่เคยเป็นรถนำขบวนเสด็จ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก เช่น งาน HD. Legend V.I.P. Dinner โดยจัดขบวนแห่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน รุ่นคลาสสิก ที่มีอายุกว่า 50 ปีมาแสดงถึงศักยภาพของรถที่มีโครงสร้างสวยงามมีเสน่ห์ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังแข็งแรงคงทนและทรงพลัง การจัดกิจกรรม Hall of Fame ประกาศรายชื่อผู้มีชื่อเสียงและมีเกียรติในสังคม

"ฮาร์เลย์-เดวิดสันเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมายาวนาน ในแง่ความสง่างาม ความคลาสสิกเสียงดังกระหึ่มน่ายำเกรง มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก เคยเป็นรถมอเตอร์ไซค์นำขบวนเสด็จในหลวง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 10,000 คัน"

นายชัยภัฎกล่าวเพิ่มเติมว่า งานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 ขึ้นโดยมุ่งหวังให้เป็นงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันครั้งยิ่งใหญ่ระดับสากลและจัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมประกวดแข่งขัน เพื่อสร้างสีสัน ความสนุกสนานภายในงาน เช่น ประกวด Miss Siam International Bike Week 2009 คือการประกวดหาสาวสวย มั่นใจ ดูดีมีเสน่ห์ อายุระหว่าง 19-29 ปี ชิงรางวัลเงินสด 1 แสนบาท และของรางวัล การประกวด Mr.Young at Heart การประกวดหาหนุ่มใหญ่ไฟแรง แก่แต่เก๋า ผู้มีใจรักมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน การประกวดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ในรุ่นต่างๆ เช่น Best of Classic Bike, Best of Custom Bike และ Best of Stock Bike Dress การประกวด Best of Character เนื่องจากเสียงท่อไอเสียเป็นเสียงกระหึ่ม น่าเกรงขาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ดังนั้นทางคณะทำงาน B.B.W. Group จึงจัด การประกวดเสียงท่อไอเสียเพื่อแสดงถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ที่ทรงพลัง แข็งแรง คงทนไม่เสื่อมคลาย

ส่วนกิจกรรมบันเทิงต่างๆ Big Surprise สำหรับผู้เข้าชมงาน และเข้าร่วมงาน ร่วมลุ้น ! รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่น Sportster ปี 2010 คันแรก และคันเดียวของประเทศไทย ที่บินลัดฟ้ามาให้ผู้โชคดีจากการจับรางวัลได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวในประเทศไทย การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ ทุกสไตล์เพลง ฟังกันได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งสไตล์พ็อป ร็อก และอื่นๆ อีกมากมาย เกมสนุกสนานต่างๆ สำหรับสิงห์นักขับโดยเฉพาะ

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

มอ"ไซค์อินเดียจีบซัพพลายเออร์ไทย หวังยกระดับ"รอยัลเอ็นฟิลด์"เดินเครื่องลุยตลาดโลก

นายเวงกี้ แพดมานาบัน ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทรอยัล เอ็นฟิลด์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบบคลาสสิกจากประเทศอินเดียกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาหาซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย เพื่อจัดหาและผลิตชิ้นส่วนกว่า 160 รายการป้อนให้กับบริษัทเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "รอยัล เอ็นฟิลด์" ณ เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย

สำหรับการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชาวไทยครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการชาวไทยที่ขึ้นชื่อ และ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำของโลกหลายรายประกอบกับภาษีส่งออกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากไทยไปอินเดียไม่สูงมากนัก รวมถึงระยะเวลาการขนส่งจากไทยไปยังโรงงานที่อินเดีย เมื่อเทียบกับการขนส่งภายในอินเดียนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

บริษัทหวังว่าการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ชาวไทยจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาคุณภาพของสินค้า และช่วยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปในตลาดหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรหรือเยอรมนีได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกปีละ 2,000 คัน คิดเป็นแค่ 4% ของยอดการผลิตเท่านั้น

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาหาดิสทริบิวเตอร์ที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แต่ยังติดที่ภาษีนำเข้าสำหรับรถจักรยานยนต์ ซีบียูในประเทศไทยยังสูงอยู่ ทำให้โอกาส ที่จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังเป็นไปได้ยากขึ้น

ปัจจุบันรอยัล เอ็นฟิลด์มีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ปีละ 60,000 คัน โดยมีการผลิตจริงที่ 50,000 คันในปีนี้ และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดผลิตให้ถึง 100,000 คันในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมวางแผนผลักดันตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 10% ของกำลังการผลิต โดยรถจักรยานยนต์ของบริษัทมีราคาจำหน่ายที่ 85,000-204,000 บาท และบริษัทมียอดการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ปีละประมาณ 1,700 ล้านบาท

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

มอ"ไซค์อินเดียจีบซัพพลายเออร์ไทย หวังยกระดับ"รอยัลเอ็นฟิลด์"เดินเครื่องลุยตลาดโลก

นายเวงกี้ แพดมานาบัน ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทรอยัล เอ็นฟิลด์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบบคลาสสิกจากประเทศอินเดียกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาหาซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย เพื่อจัดหาและผลิตชิ้นส่วนกว่า 160 รายการป้อนให้กับบริษัทเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "รอยัล เอ็นฟิลด์" ณ เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย

สำหรับการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชาวไทยครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการชาวไทยที่ขึ้นชื่อ และ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำของโลกหลายรายประกอบกับภาษีส่งออกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากไทยไปอินเดียไม่สูงมากนัก รวมถึงระยะเวลาการขนส่งจากไทยไปยังโรงงานที่อินเดีย เมื่อเทียบกับการขนส่งภายในอินเดียนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

บริษัทหวังว่าการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ชาวไทยจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาคุณภาพของสินค้า และช่วยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปในตลาดหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรหรือเยอรมนีได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกปีละ 2,000 คัน คิดเป็นแค่ 4% ของยอดการผลิตเท่านั้น

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาหาดิสทริบิวเตอร์ที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แต่ยังติดที่ภาษีนำเข้าสำหรับรถจักรยานยนต์ ซีบียูในประเทศไทยยังสูงอยู่ ทำให้โอกาส ที่จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังเป็นไปได้ยากขึ้น

ปัจจุบันรอยัล เอ็นฟิลด์มีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ปีละ 60,000 คัน โดยมีการผลิตจริงที่ 50,000 คันในปีนี้ และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดผลิตให้ถึง 100,000 คันในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมวางแผนผลักดันตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 10% ของกำลังการผลิต โดยรถจักรยานยนต์ของบริษัทมีราคาจำหน่ายที่ 85,000-204,000 บาท และบริษัทมียอดการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ปีละประมาณ 1,700 ล้านบาท

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

Friday, September 18, 2009

กุศมัย กรุ๊ป บุกตลาดรถขนส่งเล็ก

กุศมัย กรุ๊ป ขยายปีกบุกตลาดรถขนส่งขนาดเล็ก ส่ง ซูโม่ รถ 3 ล้อ ขนส่งสินค้าทางการเกษตรและสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หวังชิงแชร์ตลาด

ดร. วิโรจน์ กุศลมโนมัย กรรรมการผู้จัดการ บริษัท กุศมัย กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่า ในยุคเศรษฐกิจกำลังซบเซา ประกอบกับน้ำมันยังคงมีราคาสูงอยู่ ผู้ประกอบการนักธุรกิจทุกคนต้องพยายามหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย และพยายามที่จะใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนที่มีราคาถูกลง อย่างเช่น แก็ส LPG, NGV หรือ ใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันน้อยกว่าเดิม สำหรับงานขนส่งสินค้าภายในพื้นที่เกษตรกรรม บริษัทฯ จึงได้ตกลงเซ็นต์สัญญาเป็น ตัวแทนนำเข้ารถมอเตอร์ไซด์แต่ผู้เดียวในประเทศไทย กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ รถมอเตอร์ไซด์ ขนส่งขนาดเล็ก ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำการส่งออกรถ 3 ล้อ ภายใต้ยี่ห้อ “ซูโม่” ใน 20 กว่าประเทศในแถบเอเชีย และ ตะวันออกกลาง หากรวมประเทศไทยแล้ว เป็นประเทศที่ 23 ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในแถบนี้

“ รถ ซูโม่ มีขนาดกะทัดรัดกว่า รถอีแต๋น ราคาก็ถูกกว่า ประหยัดน้ำมัน การดูแลรักษาก็ง่าย และยังมีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักได้ดี จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับ เจ้าของสวนยาง สวนผลไม้ และชาวไร่ในการใช้ขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร หรือจะใช้ขนถ่ายสินค้า และวัตถุดิบภายในโรงงานอุตสาหกรรม ในเขตอุตสาหกรรม ก็ได้เช่นกัน รถ 3 ล้อ ซูโม่ สามารถสั่งติดตั้งระบบไฮโดรลิกให้กระบะท้ายยกเทได้อีกด้วย แม้เครื่องยนต์เล็ก แต่มีกำลังบรรทุกมากเนื่องจากการใช้ระบบเฟืองทด ให้ประหยัดแรง สามารถบรรทุกน้ำหนักตั้งแต่ 500 - 1,000 กิโลกรัม หรือจุได้ประมาณ 2 – 4 คิว

หากต่อเติมหลังคา แบบรถกระบะ ในปลายปีนี้บริษัทฯ จะเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 3 ล้อ ซูโม่ 2 รุ่น คือ รุ่นขนาดเครื่องยนต์ 150 ซีซี และ 175 ซีซี ในงาน มอเตอร์โชว์ และ งานเกษตรโลก ที่เมืองทองธานี

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com/

กุศมัย กรุ๊ป บุกตลาดรถขนส่งเล็ก

กุศมัย กรุ๊ป ขยายปีกบุกตลาดรถขนส่งขนาดเล็ก ส่ง ซูโม่ รถ 3 ล้อ ขนส่งสินค้าทางการเกษตรและสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หวังชิงแชร์ตลาด

ดร. วิโรจน์ กุศลมโนมัย กรรรมการผู้จัดการ บริษัท กุศมัย กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่า ในยุคเศรษฐกิจกำลังซบเซา ประกอบกับน้ำมันยังคงมีราคาสูงอยู่ ผู้ประกอบการนักธุรกิจทุกคนต้องพยายามหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย และพยายามที่จะใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนที่มีราคาถูกลง อย่างเช่น แก็ส LPG, NGV หรือ ใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันน้อยกว่าเดิม สำหรับงานขนส่งสินค้าภายในพื้นที่เกษตรกรรม บริษัทฯ จึงได้ตกลงเซ็นต์สัญญาเป็น ตัวแทนนำเข้ารถมอเตอร์ไซด์แต่ผู้เดียวในประเทศไทย กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ รถมอเตอร์ไซด์ ขนส่งขนาดเล็ก ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำการส่งออกรถ 3 ล้อ ภายใต้ยี่ห้อ “ซูโม่” ใน 20 กว่าประเทศในแถบเอเชีย และ ตะวันออกกลาง หากรวมประเทศไทยแล้ว เป็นประเทศที่ 23 ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในแถบนี้

“ รถ ซูโม่ มีขนาดกะทัดรัดกว่า รถอีแต๋น ราคาก็ถูกกว่า ประหยัดน้ำมัน การดูแลรักษาก็ง่าย และยังมีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักได้ดี จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับ เจ้าของสวนยาง สวนผลไม้ และชาวไร่ในการใช้ขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร หรือจะใช้ขนถ่ายสินค้า และวัตถุดิบภายในโรงงานอุตสาหกรรม ในเขตอุตสาหกรรม ก็ได้เช่นกัน รถ 3 ล้อ ซูโม่ สามารถสั่งติดตั้งระบบไฮโดรลิกให้กระบะท้ายยกเทได้อีกด้วย แม้เครื่องยนต์เล็ก แต่มีกำลังบรรทุกมากเนื่องจากการใช้ระบบเฟืองทด ให้ประหยัดแรง สามารถบรรทุกน้ำหนักตั้งแต่ 500 - 1,000 กิโลกรัม หรือจุได้ประมาณ 2 – 4 คิว

หากต่อเติมหลังคา แบบรถกระบะ ในปลายปีนี้บริษัทฯ จะเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 3 ล้อ ซูโม่ 2 รุ่น คือ รุ่นขนาดเครื่องยนต์ 150 ซีซี และ 175 ซีซี ในงาน มอเตอร์โชว์ และ งานเกษตรโลก ที่เมืองทองธานี

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com/